หน่วยวิเคราะห์สถานการณ์พลังงาน บมจ.ไทยออยล์ สรุปสถานการณ์น้ำมันวันที่ 26 - 1 ก.พ. 53 และคาดการณ์แนวโน้มราคาน้ำมันวันที่ 2 ก.พ. - 9 ก.พ. 53 รายละเอียดมีดังนี้
น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสในสัปดาห์ที่ผ่านมายังคงปรับตัวลดลงต่อ มาปิดที่ระดับต่ำสุดในรอบ 5 สัปดาห์ ที่ 72.89 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เมื่อวันศุกร์ ก่อนที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้น มาปิดที่ 74.43 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เมื่อวันจันทร์ โดยราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงตามตลาดหุ้นทั่วโลก เนื่องจากตลาดยังคงกังวลว่า นโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้นของรัฐบาลจีนและสหรัฐฯ อาจจะส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ รวมถึง ความต้องการใช้น้ำมันของโลกในอนาคต ขณะที่ความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูปในสหรัฐฯ ในปัจจุบัน ยังคงไม่ฟื้นตัว เห็นได้จากปริมาณน้ำมันสำเร็จรูปคงคลังที่ยังคงปรับตัวสูงขึ้น
ประมวลสถานการณ์ที่มีผลต่อราคาน้ำมันดิบในช่วงวันที่ 26 - 1 ก.พ. 53
§ ดัชนีดาวโจนส์ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ยังคงปรับตัวลดลงต่อ โดยได้รับแรงกดดันมาจากการที่จีนนำมาตรการการเพิ่มสำรองของธนาคารมาบังคับใช้ ซึ่งตลาดกังวลว่าจะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีน รวมถึง ความต้องการใช้น้ำมันด้วย ประกอบกับ ผลประกอบการไตรมาส 4/52 ของบริษัท แคทเทอร์พิลาร์ โมโตโรล่า และเชฟรอน ออกมาน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่ออกมาดีขึ้น มีส่วนช่วยเรียกความมั่นใจของนักลงทุนให้กลับคืนมา ส่งผลให้ดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 100 จุด เมื่อวันจันทร์
§ เงินดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้นสูงสุดในรอบ 6 เดือน เมื่อเทียบกับเงินยูโร มาอยู่ที่ 1.386 เหรีญสหรัฐฯ ต่อยูโร เนื่องจากนักลงทุนยังคงโยกย้ายเงินลงทุนจากตลาดหุ้นและน้ำมันที่มีความเสี่ยงสูง ไปยังตลาดเงินที่มีความเสี่ยงต่ำกว่าแทน ประกอบกับ ปัญหาหนี้จำนวนมากของประเทศกรีซ มีส่วนกดดันเงินยูโรให้อ่อนค่าลง
§ การใช้น้ำมันสำเร็จรูปของสหรัฐฯ ยังไม่ฟื้นตัว เห็นได้จาก ความต้องการใช้ในช่วงเฉลี่ย 4 สัปดาห์ สิ้นสุด วันที่ 22 ม.ค. ปรับลดลง 2% จากปีก่อน ส่งผลให้ปริมาณน้ำมันเบนซินคงคลังและน้ำมันดีเซลคงคลังของสหรัฐฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.0 และ 0.4 ล้านบาร์เรล ตามลำดับ ขณะที่กำลังการผลิตของโรงกลั่นในสหรัฐฯ ยังคงอยู่ที่ระดับใกล้เคียงระดับต่ำสุดในรอบ 25 ปี ที่ 78.5% ซึ่งสะท้อนถึงปริมาณความต้องการใช้น้ำมันยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำ
§ อย่างไรก็ตาม ปริมาณน้ำมันดิบคงคลังของสหรัฐฯ กลับปรับลดลง 3.9 ล้านบาร์เรล ซึ่งสวนทางกับที่คาดไว้ว่าจะเพิ่มขึ้น 1.4 ล้านบาร์เรล จากการนำเข้าที่
§ สำนักงานพลังงานสากล (IEA) คาดว่า ความต้องการใช้น้ำมันของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วที่ร่ำรวย มีแนวโน้มลดลงในระยะยาว และจะไม่สามารถกลับขึ้นไปถึงระดับที่เคยเป็นก่อนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจได้อีก เนื่องมาจากเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งมีการหันมาใช้พลังงานทดแทนกันมากขึ้น
§ ตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าคาด โดยการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ (จีดีพี) ในไตรมาส 4 ขยายมากถึง 5.7% ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือน ม.ค. ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง มาอยู่ที่ระดับสูงสุดในรอบ 16 เดือน ที่ 55.9 จุด นอกจากนี้ ภาคการผลิตของสหรัฐฯ ก็ปรับตัวดีขึ้นมาก เห็นได้จาก ดัชนีชี้วัดการผลิตของชิคาโกในเดือน ม.ค. ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 61.5 จุด ขณะเดียวกัน ดัชนีภาคการผลิตของสหรัฐฯ ในเดือน ม.ค. ขยายตัวต่อเนื่อง มาอยู่ที่ระดับสูงสุดในรอบ 5 ปีครึ่ง ที่ 58.4 จุด
§ อย่างไรก็ตาม ภาคอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐฯ กลับปรับตัวแย่ลง โดยยอดขายบ้านใหม่ เดือน ธ.ค. ปรับลดลงเกินคาด 7.6% และ ราคาบ้านในเดือนพ.ย. ปรับตัวลดลง 0.2% สวนทางกับที่คาดการณ์ไว้ ส่งผลให้ตลาดกังวลว่าตลาดบ้านในสหรัฐฯ อาจจะยังไม่ฟื้นตัวจริง
ปัจจัยที่น่าจับตามองในระยะนี้
§ ความต้องการใช้น้ำมันและปริมาณน้ำมันคงคลังของสหรัฐฯ ที่จะประกาศเป็นประจำทุกวันพุธ ซึ่งคาดว่า ปริมาณน้ำมันสำเร็จรูปคงคลังของสหรัฐฯ น่าจะปรับเพิ่มขึ้นอีก เนื่องจากการใช้น้ำมันยังไม่ฟื้นตัว อย่างไรก็ตาม ปริมาณน้ำมันดิบคงคลังน่าจะปรับลดลง เนื่องจากมีการปิดเส้นทางเดินเรือสายหลักในบริเวณรัฐเท็กซัส
§ ตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่จะประกาศในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ยอดขายรถ ยอดสัญญาซื้อขายบ้านรอปิดการขายรายงานสถานการณ์ตลาดแรงงาน ดัชนีภาคการบริการ ยอดคำสั่งซื้อสินค้าโรงงาน ตัวเลขผู้ขอรับสิทธิประโยชน์จากการว่างงาน และอัตราการว่างงานของสหรัฐฯ
§ การประกาศผลประกอบการไตรมาส 4 ปี 2552 ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ ที่จะประกาศในสัปดาห์นี้ ได้แก่ บีพี เม็ตไลฟ์ ดาว เคมิคอล ซิสโก้ ซิสเต็ม ไฟเซอร์ ทาม วอร์เนอร์ เคลลอกก์ มาสเตอร์การ์ด โซนี และ โตโยต้า
§ การประชุมธนาคารกลางอังกฤษในวันที่ 3-4 ก.พ. นี้ และการประชุมธนาคารกลางยุโรป ในวันที่ 4 ก.พ. โดยคาดว่า ธนาคารกลางทั้งสองน่าจะยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้เท่าเดิมเช่นเดียวกับธนาคารกลางสหรัฐฯ
แนวโน้มราคาน้ำมันในช่วงวันที่ 2 -9 ก.พ. 53
ไทยออยล์คาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสในสัปดาห์นี้น่าจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 70-75 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ติดตามการประกาศปริมาณน้ำมันคงคลังของสหรัฐฯ ในวันพุธนี้ รวมทั้ง ตัวเลขเศรษฐกิจและผลประกอบการไตรมาส 4 ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ ตลอดจน ผลการประชุมของธนาคารกลางอังกฤษและธนาคารกลางยุโรป ในวันพฤหัสบดีนี้ ซึ่งจะมีผลกระทบต่อทิศทางของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ